บ้านกับโรงเรียน แหล่งความรู้ชั้นดีสำหรับทุกคน

August 7, 2016 | การอยู่โรงเรียนประจำ | By admin | 0 Comments

หากจะบอกว่าในชีวิตของทุกคนนั้นมีอยู่ 2 สถานที่ที่ยังไงเสียก็จะต้องเคยสัมผัสอย่างแน่นอนก็คือ บ้าน และ โรงเรียน สถานที่แรกอย่างบ้านนั้นคนทุกคนเกิดมาก็ต้องอยู่ในบ้านเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ส่วนสถานที่ที่ 2 อย่างโรงเรียนคือเมื่อเติบโตขึ้นมาอยู่ถึงในวัยของการเรียนรู้แล้วก็จำเป็นที่จะต้องไปโรงเรียนเพื่อศึกษาเล่าเรียน แม้ทั้ง 2 สถานที่นี้จะมีสถานะที่แตกต่างกันแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือเป็นแหล่งสร้างความรู้และหล่อหลอมให้ทุกๆ คนนั้นสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลก อยู่ในสังคมแห่งนี้ได้อย่างปกติสุข

เวลาที่ได้ยินใครพูดว่าโรงเรียนก็เปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของทุกๆ คนที่อยู่ในวัยเรียน คำพูดนี้ไม่ใช่คำพูดที่ผิดแปลกไปเลยแม้แต่พยางค์เดียวเพราะการใช้ชีวิตของเด็กนักเรียนในวัยเรียนทุกคนนั้นอย่างน้อยๆ ที่สุดก็ต้องอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าโรงเรียนไม่ต่ำกว่า 7-8 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ นี่ยังไม่นับว่าบางคนอาจจะต้องมีเรียนพิเศษช่วงเย็น มีการทำกิจกรรมในช่วงเย็นหรือช่วงวันพิเศษต่างๆ ทำให้บ้านและโรงเรียนจึงเป็น 2 สถานที่ที่ทุกคนเติบโตมา การให้ความรู้ระหว่างบ้านกับโรงเรียนนั้นย่อมเป็นความรู้ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาในความหมายที่ต้องการจะให้แตกต่างกันอย่างบ้าน คนที่อยู่คือคนในครอบครัว การเรียนรู้ในบ้านจึงเป็นเหมือนกับการเรียนรู้เพื่อสร้างนิสัยให้กับตนเอง สร้างหลักพื้นฐานในการใช้ชีวิต เป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้นเราสามารถเรียนรู้ได้ทุกๆ อย่างเมื่ออยู่กับบ้าน คนที่คอยสั่งสอนนั้นอาจจะเป็นพ่อแม่ พี่ ปู่ย่าตายาย ลุงป้านาอา หรือญาติคนอื่นๆ ส่วนการเรียนรู้ที่โรงเรียนนั้นความรู้หรือสิ่งที่ได้จะเป็นในเรื่องของข้อมูล ข้อเท็จจริงสำหรับใช้ในการดำเนินชีวิตข้างหน้าต่อไป เรียนรู้ในการที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เรียนรู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ผู้ที่ให้การสั่งสอนก็คือคุณครูที่เปรียบได้ดั่งพ่อแม่คนที่ 2 สำหรับใครหลายคนเลยทีเดียว

แม้ว่าการเรียนรู้ระหว่างบ้านกับโรงเรียนความรู้ที่ได้อาจจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้รับไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ไหนก็ตามนั่นคือการพยายามสั่งสอนให้คนทุกคนเป็นคนดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น สร้างแนวทางในการใช้ชีวิตเพื่ออนาคต ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร ความหวังของคนที่บ้านหรือคุณครูที่โรงเรียนคงไม่ต่างกันมากนักนั่นคืออยากเห็นเด็กๆ นำความรู้ที่ได้สั่งสอนหรือถ่ายทอดไปเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตตัวเองมากที่สุด เท่านี้ก็คงจะไม่ต้องการอะไรมากมายอีกแล้ว